คราวยังเล็กเขาเหมือนหลานชายทั่วไปที่ติดคุณปู่ ทำให้ทุกครั้งเมื่อมีเทศกาลและงานประเพณีทางศาสนา จึงมีโอกาสติดสอยห้อยตามเข้าวัดวาไปช่วยเหลือการงานเล็กๆ น้อยๆ รวมถึงตัดฉลุกระดาษ ช่วงเวลาแห่งความเพลิดเพลิน สนุกสนาน ยามลงคมกรรไกรเพื่อประดิษฐ์ลวดลายประดับโคมล้านนา สังฆทาน และตุงไส้หมูตรึงใจครูเบญจพลมาอีกนานเท่านาน และในวันนั้นก็เป็นครั้งแรกที่ทำให้เขาพบกับ พ่อครูสิงห์แก้ว มโนเพ็ชร เพื่อนสนิทของคุณปู่ ที่ซึ่งต่อมาได้เป็นดังคุรุผู้บ่มเพาะองค์ความรู้ภูมิปัญญาและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานหัตถศิลป์ล้านนาอันประณีตบรรจง

วัยเด็กผันผ่านสู่วัยหนุ่มที่คร่ำเคร่งร่ำเรียนตามภาระหน้าที่ ก่อนจบออกมาเป็นพนักงานธนาคารได้อยู่ 15 ปี ครูเบญจพล ก็ตัดสินใจลาออกจากเส้นทางอาชีพมั่นคง ด้วยไม่อาจฝืนทนต่อวิถีในระบบ กอปรกับจังหวะชีวิตที่ทำให้หวนคิดคำนึงถึงความสุขในวันวานซึ่งเคยได้รับจากการทำงานตัดฉลุกระดาษ ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านที่กำลังจะถูกลืมเลือน

 

“ผมตั้งใจทำงานธนาคารตามที่พ่อแม่ใฝ่ฝัน จนพอมาถึงจุดหนึ่งก็รู้สึกอิ่มตัวและเบื่อหน่าย จึงตัดสินใจลาออก โดยตอนนั้นแทบไม่ได้วางแผนการเงินและการงานไว้ล่วงหน้า เพียงแต่เริ่มจากสำรวจตัวเองว่าอยากทำสิ่งไหนต่อ ประจวบเหมาะกับสังเกตเห็นว่า งานตัดฉลุกระดาษหัตถกรรมพื้นบ้านที่เราเคยทำอย่างมีความสุข ปัจจุบันขาดคนรุ่นใหม่สานต่อ จึงรู้สึกกังวลและเสียดาย สุดท้ายเลยขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของพ่อครูสิงห์แก้ว มโนเพ็ชร”

ครูเบญจพลกลับมารื้อฟื้นงานตัดฉลุกระดาษอีกครั้ง โดยมีแบบฝึกหัดเข้มงวดของพ่อครูสิงห์แก้ว ซึ่งให้ตัดลวดลายประจำยามสี่กลีบ ประจำยามแปดกลีบ ลายดาวเพดาน ลายหม้อดอก ฯลฯ วันละ 100 ชิ้น เป็นการบ้านทุกๆ วัน ฝึกฝนกระทั่งชำนาญ ตัดฉลุสวยงามโดยไม่ต้องร่างแบบ นอกจากนี้ยังได้ร่ำเรียนวิชากับ แม่ครูบัวไหล คณะปัญญา ปราชญ์ด้านหัตถกรรมทำโคมแขวนล้านนา ที่ถ่ายทอดทักษะงานตัดฉลุกระดาษ ผ่านลวดลายเอกลักษณ์ประจำต้นตระกูล

 

 

“ผมได้รับอิทธิพลมาจากพ่อครูสิงห์แก้วพอสมควร เพราะลวดลายของพ่อครูจะเน้นถอดแบบมาจากงานพุทธศิลป์ ‘ลายเครือล้านนา’ อันอ่อนช้อย งดงาม ตามโบสถ์ วิหาร และซุ้มประตูวัด ซึ่งต่อมาได้จุดประกายให้ผมสนใจออกเดินทางบันทึกลวดลายล้านนาโบราณตามวัดสำคัญต่างๆ อาทิ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร วัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม) หรือวัดพระธาตุลำปางหลวง เพื่อนำมาต่อยอดกับงานตัดฉลุกระดาษ รวมถึงลงลึกศึกษาถึงประวัติความเป็นมา เนื่องจากมีความคิดว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้งานตัดฉลุกระดาษในบ้านเราไม่ค่อยได้รับความนิยม มาจากการที่คนยังขาดความเข้าใจในคุณค่าและความหมาย แตกต่างจากประเทศจีน ญี่ปุ่น อินเดีย หรือแม้กระทั่งฝรั่งเศส ที่เขาปลูกฝังเรื่องนี้และสนับสนุนกันอย่างจริงจัง จนทำให้เราสามารถพบเห็นงานตัดฉลุกระดาษวางขายเป็นผลิตภัณฑ์ของฝาก ใส่กรอบประดับตกแต่งภายในอาคารสถานที่ราชการ และช่างฝีมือก็สามารถสร้างรายได้ที่มั่นคง ดังนั้นนอกจากสร้างสรรค์ผลงาน เราจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจควบคู่กันไปด้วย”

 

 

แม้ทิศทางการสืบสานภูมิปัญญาตัดฉลุกระดาษจะลดน้อยถอยลงด้วยปัจจัยหลายหลาก รวมถึงตัวแปรสำคัญอย่างการผลิตด้วยเครื่องมือทางอุตสาหกรรม ที่สามารถผลิตได้รวดเร็วและจำนวนมาก แต่สิ่งที่เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่สามารถเข้ามาทดแทนการทำงานหัตถกรรมแบบดั้งเดิม คือ รายละเอียดพิถีพิถันและความคิดสร้างสรรค์ของช่างฝีมือ

“การตัดฉลุกระดาษต้องใช้อารมณ์ ทุกเส้นโค้งและเหลี่ยมคมมีเรื่องราว ที่สำคัญคือเราต้องคิดก่อนเสมอว่าจะสร้างสรรค์ลวดลายและต่อลายอย่างไรให้เหมาะสมกับการนำไปใช้งาน เช่น การตัดตุงสามหางจะต้องทำอย่างบรรจงและถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกเศร้าโศกออกมาบนผลงาน หรือหากตัดสำหรับใช้ในพิธีมงคลต่างๆ ก็อาจเลือกต่อลายขึ้นจากลายหม้อดอก พร้อมวางลวดลายและเส้นสายที่สัมผัสได้ถึงความสุข สนุกรื่นเริง”

 

 

ปัจจุบันครูเบญจพลยังคงมุ่งมั่นสานต่อภูมิปัญญาหัตถ์ศิลป์ที่ตนรัก ทั้ง ทำออกมาในรูปแบบประเพณีและงานร่วมสมัย อาทิ ร่วมพัฒนาเป็นลวดลายบนกระเบื้อง ต่อยอดใช้ในงานสิ่งทอ หรือ งานวอลเปเปอร์ติดผนัง รวมถึงริเริ่ม “เบญจพล พิพิธภัณฑ์” ศูนย์เรียนรู้ที่รวบรวมผลงานตัดฉลุกระดาษ โคม และตุงโบราณหาดูยากของไทยและต่างชาติ ซึ่งเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาเยี่ยมชม โดยผลงานทุกชิ้นครูเบญจพลตั้งใจเรียบเรียงข้อมูลเนื้อหา เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และคุณค่าของมรดกศิลปหัตถกรรมอันเปี่ยมเอกลักษณ์และวิจิตรงดงาม