ในหนังสือที่ระลึกงานอนุสรณ์ถวายแด่พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ในรัชกาลที่ 5วันที่ 9 ธันวาคม 2516 ได้กล่าวเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจด้านการฟื้นฟูการทอผ้าของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ไว้ดังนี้

การทอซิ่นยกดอก ได้ทรงรวบรวมผู้ชำนาญในการทอซิ่นตีนจกจากหมู่บ้านวัดดวงดีมาทอที่โรงกี่ในวัง… …ซิ่นตีนจกนี้เป็นการฝีมือชั้นศิลปะสมัยโบราณ โดยเก็บดอกด้วยมือทีละดอกและพร้อมกันไป เจ้านายสมัยโบราณใช้ไหมทองเป็นไหมยืนทำริ้วที่ผืนซิ่น แล้วต่อด้วยตีนจกยกดอกด้วยไหมทองบนพื้นสีแดง สำหรับทั่วไปใช้จกยกดอกด้วยไหมสีต่างๆ ภายหลังมีซิ่นยกดอกจกด้วยมือใช้ไหมทองทั้งผืน เพียงผืนเดียว คือ ของแม่เจ้าเทพไกรสรหรือทิพเกสรพระชนนีของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีเท่านั้น และได้ทรงรับไว้เป็นมรดกด้วย ได้ทรงใช้ซิ่นไหมทองจกด้วยมือผืนนี้เป็นตัวอย่างในการเก็บดอกสำเร็จ ซึ่งทรงคิดขึ้นเองเรียกว่าเก็บเขาสำเร็จเป็นพระองค์แรก จึงได้มีซิ่นยกดอกมาจนถึงทุกวันนี้ ได้ทรงจัดให้ช่างทอซิ่นของพระองค์ทอซิ่นยกดอกไหมทองขึ้นทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6เพื่อพระราชทานแก่พระเทวีทุกพระองค์ในรัชกาล ได้ทรงส่งซิ่นยกดอกไหมทองถวายพระเจ้าลูกเธอในรัชกาลที่ 5 ที่ทรงขอมาทุกพระองค์ ซิ่นยกดอกจึงเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบันนี้…”

จากข้อมูลดังกล่าวจึงทำให้ทราบในอดีตมีการทอผ้าซิ่นตีนจกในเขตกำแพงเมืองเชียงใหม่ บริเวณหมู่บ้านวัดดวงดี ต่อมาพระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้ทรงรวบรวมช่าง ให้เข้ามาทอผ้าตีนจก และผ้ายกดอกที่ได้ริเริ่มขึ้นที่โรงกี่ในคุ้ม ซึ่งปัจจุบันไม่หลงเหลือหลักฐานให้ได้เห็นอีกต่อไปแล้ว

รูปแบบของผ้าซิ่นตีนจกในเวียงเชียงใหม่นี้ อาจสันนิษฐานได้จากตัวอย่างผ้าที่ตกทอดในทายาทตระกูล ณ เชียงใหม่ ตระกูลคหบดีเชียงใหม่ และที่ได้มีผู้เก็บสะสมส่วนตัวหลายท่าน โดยรูปแบบเป็นผ้าซิ่นที่ประกอบด้วยหัวซิ่นสีขาว แดง หรือดำ ทำจากผ้าฝ้ายโรงงานของอังกฤษ บางครั้งเป็นผ้าพิมพ์ลาย หรือกำมะหยี่ ส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบจากต่างประเทศที่หาได้ยาก

ตัวซิ่นมีทั้งที่เป็นฝ้ายและไหม ไหมที่ใช้ทอเป็นไหมน้อยจากประเทศจีน เส้นเล็กบางแต่เหนียวมาก บางคนเรียกว่า “ไหมหยุ้มเดียว” เพราะสามารถรวบผ้าไหมทั้งผืนให้มาอยู่ในกำมือเดียวได้ คุณกรองทอง ชุติมา บุตรคนสุดท้ายของหลวงอนุสารสุนทร ได้กรุณาเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า จะมีคาราวานพ่อค้าวัวต่างจากยูนนานเดินทางมาเชียงใหม่ มักจะผ่านหน้าบ้านตึกของหลวงอนุสารสุนทรเสมอ ก่อนจะไปพักคาราวานบริเวณตรอกบ้านฮ่อในปัจจุบัน นางกิมฮ้อ นิมมานเหมินท์ จะคัดเลือกสินค้าที่มาจากยูนนานเก็บไว้ขาย หนึ่งในนั้นก็คือไหมน้อยเนื้อดีสีขาวสะอาด จะซื้อไว้นำไปให้ช่างทอที่สันกำแพงทอ เลือกสี ออกแบบลายเอง ช่างทอบางคนก็มาซื้อไหมไปทอเองบ้าง ต่อมามีคนทอกันมากขึ้นจึงเลิกส่งไหมไปทอในที่สุด นอกจากตัวซิ่นที่เป็นไหมล้วนแล้ว ในผ้าซิ่นของสตรีชั้นสูงในราชสำนักเชียงใหม่ยังพบว่า มีตัวซิ่นลักษณะพิเศษอีกแบบหนึ่ง คือ ตัวซิ่นเป็นลายขวางสลับกับจกลายดอกไม้ขนาดเล็กเรียงเป็นแถว ซึ่งจะต้องใช้ไหมทองในการทอทั้งผืน ซึ่งตัวซิ่นลักษณะดังกล่าวนี้ ต้องอาศัยความชำนาญในการทอเป็นอย่างสูงและใช้วัสดุมีค่าจำนวนมาก ทำให้ปรากฏตัวอย่างในปัจจุบันน้อยมาก ตัวซิ่นลักษณะนี้ยังปรากฏในภาพถ่ายเจ้าหญิงอุบลวรรณาอีกด้วย

เจ้าหญิงอุบลวรรณานุ่งผ้าซิ่นตีนจก ทอด้วยไหมเงินไหมทองทั้งผืน

(ที่มาภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

ส่วนบริเวณเชิง หรือที่เรียกว่า “ตีนจก” ทอขึ้นจากเส้นไหมเนื้อละเอียด หากไม่เป็นไหมล้วน ก็มักจะพุ่งด้วยเส้นไหม ทอด้วยเทคนิคจก แทรกไหมสีต่างๆ ไหมเงิน ไหมทอง แล่ง หรือกระดาษทองพันกับฝ้าย ลวดลายจกมีลักษณะคล้ายคลึงกันแทบทุกผืน เรียกได้ว่าเป็นแบบมาตรฐาน คือ มีลายหลักเป็นลายรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ที่เรียกว่า “โคม” ลายโคมมีขนาดใหญ่อย่างเห็นได้ชัด มีลายประกอบด้านบน 2แถว และด้านล่าง 1 แถว มักเป็นลายนกคู่กินน้ำร่วมต้น ปิดท้ายด้วยลายเชิง เรียกว่า “หางสะเปา” สีดำล้วน ซิ่นตีนจกแบบจารีตมักมีพื้นส่วนเชิง เรียกว่า “เล็บซิ่น” เป็นสีแดง ต่อมาได้เกิดค่านิยมแต่งกายด้วยสีเดียวกันทั้งชุด ในปลายรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 ต่อเนื่องมาถึงรัชกาลที่ 7 ทำให้เกิดเล็บตีนจกหลากสี เช่น เล็บสีน้ำเงิน สีม่วง สีบานเย็น สีเขียว เป็นต้น ซึ่งเล็บซิ่นนี้จะต้องเข้าเป็นสีเดียวกันกับตัวซิ่นที่ได้ทอเตรียมไว้ก่อน

ลักษณะผ้าซิ่นตีนจกแบบเวียงเชียงใหม่นี้ เรียกได้ว่าเป็นแบบมาตรฐานของผ้าซิ่นตีนจกของเจ้านายล้านนา เพราะพบในภาพถ่ายโบราณว่าซิ่นตีนจกที่เจ้านายลำพูน เจ้านายลำปาง เจ้านายแพร่ ก็ล้วนแล้วแต่สวมซิ่นตีนจกที่มีลักษณะใกล้เคียงกับที่กล่าวมาแล้วทั้งสิ้น

Cr. วสิน อุ่นจะนำ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าและสิ่งถักทอไทย

#เชียงใหม่เมือสร้างสรรค์ด้านงานหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน #เชียงใหม่เมืองหัตถกรรมสร้างสรรค์ #ChiangMaiCityofCraftsandFolkArt#CMCCFA #ChiagMaiPhaSinTeenJok